“ดร.พิสิฐ” หวังให้ ธ.SME หาทางร่วมทุนกับ SME รายย่อยภาคท่องเที่ยวที่ประสบวิกฤติโควิด



10 มิ.ย. 2564 ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สอบถามผู้แทนจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. SME D Bank) ในการพิจารณาวาระรับทราบรายงานกิจการประจำปี งบดุล และบัญชีกำไรขาดทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และวาระรับทราบรายงานปี 2562 ไปในคราวเดียว ว่า

ประการที่ 1 จากสถานการณ์ที่ ธพว. ต้องแข่งกับธนาคารพาณิชย์ในยามปกติ ขอให้ชี้แจงว่า ธพว. มีความแตกต่างจาก ธ.พาณิชย์โดยทั่วไปอย่างไรในการให้สินเชื่อต่อธุรกิจ
ประการที่ 2 ยามที่มีโควิด ย่อมจะต้องเกิดหนี้ NPL ขึ้น ธนาคารจะมีบทบาทอย่างไรในการช่วยลูกหนี้ที่ไม่อยู่ในสถานภาพที่จะมีการกู้เพิ่มได้เนื่องจากมีสภาวะขาดทุน และทำให้ทุนลดลง ประสบปัญหาสัดส่วนหนี้ต่อทุน

ดร.พิสิฐ กล่าวว่า จากรายงานของปี 2562 หน้า 78 และในหน้า 70 ของรายงานปี 2561 ธนาคารมีการร่วมทุนให้กับภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อ SME ที่กำลังประสบปัญหาทุนลดลง และมีความต้องการแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หรือต้องการทุนมากขึ้น แต่จากรายงานทั้ง 2 เล่มในหน้าดังกล่าว พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนบริษัท ดูเหมือนว่าธนาคารไม่มีการดำเนินการใดเพิ่มเติมในเรื่องการเพิ่มทุนให้กับภาคธุรกิจ ขณะที่วิธีการดังกล่าวน่าจะเป็นวิธีที่จะมีส่วนช่วยให้กับ SME ที่มีอนาคต เพื่อให้มีสภาพคล่อง และได้ทุนมาต่อยอดธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ที่อยู่ในภาคการท่องเที่ยวที่กำลังประสบปัญหาจากวิกฤติโควิด ดังนั้นจึงต้องการทราบแนวคิดของธนาคารในเรื่องการร่วมทุนกับภาคธุรกิจอย่างไร และเมื่อมีการร่วมทุนแล้วจะดำเนินการถอนตัว (Exit) อย่างไร ทั้งในรูปของการให้เจ้าของซื้อคืน หรือการรวมตัวตั้งเป็น Trust Fund เพื่อจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหากทำได้ก็จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ SME อยู่รอดได้ และไม่ถูกทุนใหญ่ หรือถูกต่างชาติมากว้านซื้อไปในยามลำบาก

ในเรื่องนี้ กก.ผจก. จาก ธพว. หรือ SME D Bank ได้ชี้แจงในเรื่องหนี้ NPL ว่า เนื่องจาก ธพว. เป็นธนาคารของรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้น 99% เพื่ออำนวยสินเชื่อให้ SME ที่อ่อนแอ และเนื่องจากการเป็น Development Bank ก็จะต้องมีการพัฒนาควบคู่ไปด้วย ดังนั้นการอำนวยสินเชื่อจึงมีความผ่อนปรนกว่าธนาคารพาณิชย์ ผลที่เกิดขึ้นจากความอ่อนแอของผู้ประกอบการ ทำให้มี NPL ของธนาคารในปี 2561 มีจำนวน 17,618 ล้านบาท มีสินเชื่อรวม 96,149 ล้านบาท แยกเป็น NPL ของ PSA (Public Service Account) อยู่ที่ 2,944 ล้านบาท สินเชื่อทั่วไปอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากการที่ธนาคารได้ให้สินเชื่อตั้งแต่ 500 ล้าน ลดลงเหลือ 15 ล้านบาทในช่วงปี 2557 เพราะการปล่อยสินเชื่อในช่วงเวลานั้นได้มีความเสียหายมาก ทำให้ธนาคารที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู เพื่อแก้ไขหนี้เสียในปี 57 ที่มีอยู่ประมาณ 35,000 ล้านบาท การแก้ไขได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นในสัดส่วนสินเชื่อทั้งหมด 14,000 ล้าน จึงเป็นสินเชื่อค้างเก่าที่มีปัญหาและยังแก้ไขไม่ได้ สำหรับปี 2562 ธนาคารมี NPL สูงขึ้นเป็น 19,555 ล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อกลุ่ม PSA ประมาณ 2,087 ล้านบาท เป็นสินเชื่อทั่วไป 15,530 ล้านบาท

สำหรับเรื่องที่นอกเหนือจากการให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ คือการร่วมลงทุนกับภาคธุรกิจ มี 3 อย่าง 1. เป็นผู้ถือหุ้นตรงกับธุรกิจ ที่ธนาคารทำได้น้อยเนื่องจากไม่เป็นธุรกรรมหลักของธนาคาร ทำให้มีลูกค้าที่ร่วมลงทุนจำนวน 2 ราย ต่อมามีมติ ครม. ปี 59 มีนโยบายให้ธนาคารรัฐ 3 แห่ง ทำกองทุนร่วมลงทุนให้ผู้ประกอบการ จึงได้เปิดกองทุน PE Trust สำหรับ Exit Way ที่ธนาคารได้ตั้งไว้ คือ ขณะนี้ธนาคารได้เปิดกองทุนจำนวน 2 กองทุน 1. มุ่งเน้นลูกค้าที่มีศักยภาพ และมีการจัดเตรียมกิจการดี มีงบการเงินดี Exit ของลูกค้ากลุ่มนี้คือการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 2-3 ปี มีลูกค้าที่พร้อมยื่น Filing แล้ว 1 ราย และน่าจะมีความพร้อมเพิ่มเติมอีก 2 ราย 2. กองทุนร่วมลงทุนกับธุรกิจที่เป็น SME ขนาดย่อมลงมา และเป็นธุรกิจเกิดใหม่ มีแนวคิดใหม่ๆ ซึ่ง Exit ของการร่วมลงทุนของกลุ่มนี้จะเป็นการที่เจ้าของสามารถยืนได้ และซื้อหุ้นหรือมีผู้ถือหุ้นที่เป็นภาคธุรกิจมาช่วยให้เติบโตได้ต่อไป
#DemocratPartyTH #พรรคประชาธิปัตย์